ข่าวการแก้กฎหมายมีมาโดยตลอด ถ้าเป็นการเสนอแก้ไขโดยนักการเมือง ก็ชวนให้สงสัยว่าจะแก้กฎหมายเพื่อกลุ่มของตนหรือไม่ แต่ถ้าเป็นการเสนอโดยอาจารย์ผู้ทรงความรู้ ก็ดูน่าเชื่อถือน่าคล้อยตาม เพราะเสนอมาพร้อมก็เหตุผลมากมาย แต่น่าเสียดายที่ไม่ดูไม่สนกระแสสังคม และที่สำคัญคือไม่ดูเรื่องลำดับความสำคัญ กฎหมายแรกที่ควรแก้ไขคือกฎหมายเกี่ยวกับการฉ้อราษฎร์บังหลวง ควรแก้ให้มีการลงโทษนักการเมืองขี้โกงอย่างรุนแรง และไม่ต้องมีคุกแยกสำหรับนักโทษการเมือง หรือถ้าจะแยกก็ขอให้แยกเป็นแบบโหดพิเศษ
ขอย้ำอีกครั้งว่าการโกงไม่ใช่เรื่องดี ผมเคยอ่านโพลล์บอกว่าคนไทยเกินครึ่งรับได้ถ้าโกงแล้วมีผลงาน คือถ้าให้เลือกระหว่าง ซื่อแต่ทำงานไม่เป็น กับ ทำงานเก่งแต่โกง ก็ให้เลือกข้อหลัง ซึ่งอันนี้ไม่ถูก เพราะในความเป็นจริงเรามีอีกสองตัวเลือกคือ โกงด้วยและทำงานไม่เป็นด้วย กับ ซื่อสัตย์สุจริตและทำงานเก่ง คนไทยหลายสิบล้านคน เป็นไปได้หรือที่จะไม่มีคนในกลุ่มสุดท้าย เรามีตัวเลือกอยู่แล้ว ไม่จำเป็นเลยที่ต้องเลือกพวกเก่งแต่โกง หรือถ้ามีแค่สองตัวเลือกแรก ผมก็ขอเลือกซื่อแต่ทำงานไม่เป็น เพราะจุดอ่อนตรงนี้แก้ง่ายมาก คือให้เขาหาที่ปรึกษาเก่งๆมาช่วย ซึ่งด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์อยากให้ประเทศรุ่งเรืองก็จะช่วยทำให้ประเทศเจริญรุ่งเรือง แต่เจตนาที่จะโกงชาติก็ย่อมที่จะทำให้ชาติดิ่งลงเหว ตรงไปตรงมามาก
ย้อนกลับมาที่กฎหมายที่เสนอแก้ไขกันในช่วงนี้ เท่าที่อ่านจากข่าว เป็นการเสนอเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมือง ถ้าเป็นข้อเสนอด้วยใจบริสุทธิ์ที่อยากจะเห็นประเทศพัฒนา ผมเห็นว่าเป็นความคิดที่ไร้เดียงสา เพราะการพัฒนาประเทศต้องพัฒนาการศึกษา ต่อให้ใช้โครงสร้างที่ดีเลิศเพียงใด ถ้าคนในประเทศยังไม่มีความรู้, ไม่มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์, แต่มีค่านิยมผิดๆเกี่ยวกับการโกง ประเทศย่อมไม่มีทางเจริญ เขียนกฎหมายมาอีกร้อยฉบับ เสียแรงเสียเวลาแก้อย่างไรย่อมไม่เจริญถ้าประชาชนไม่มีความรู้และคิดไม่เป็น (ตัวอย่างง่ายๆของการคิดเป็นก็คือ คิดออกว่านโยบายประชานิยมมีข้อเสียอย่างไร)
เราต้องให้ความสำคัญกับเสรีภาพทางการศึกษา มากกว่าเสรีภาพทางการแสดงออก สิ่งแรกที่ต้องทำไม่ใช่ทำให้คนเราต้องเท่าเทียมกันในเรื่องการพูด (ผมสงสัยจริงๆว่าคนที่เสนอแก้กฎหมายกลุ่มนั้นกล้าพูดวิจารณ์เจ้านายหรือเพื่อนร่วมงานของเขาตรงๆแรงๆหรือ?) แต่คนเราต้องเท่าเทียมกันในเรื่องการศึกษา เรียนแข่งกันบนสนามเดียวกัน คนที่พอมีตังค์เข้าเรียนกับครูอุ๊ได้ คนไม่มีเงินก็เข้าถึงครูแอ๊ะได้ (หมายถึงใครก็ได้ที่สอนเคมีเก่งอันดับ top ten ของประเทศ) โดยมีวิดีโอคลิปที่ครูแอ๊ะสอนโพสท์ลง youtube.com คนรวยซื้อ Campbell มาอ่านได้ คนจนก็มีหนังสือชีวะคุณภาพน้องๆ (หรือหลานๆ) ของ Campbell ให้อ่าน เรียกว่าความรู้อะไรที่ Campbell มีให้ หนังสือเล่มนั้นก็มีให้เช่นกัน และเทคนิคการทำข้อสอบอะไรที่ครูอุ๊มี ครูแอ๊ะก็มีเหมือนกัน
คำถามคือคนจนจะดูวิดีโอคลิปหรือมีหนังสือให้อ่านได้ไง ก็ต้องมี OTOL (one tumbol one library) ที่มีอินเทอร์เน็ทให้ใช้ มีตำราดีวางกองอยู่ให้อ่าน เปิดแอร์เย็นๆ บรรณารักษ์ใจดีกับทุกคนยกเว้นพวกเกรียน เปิด 7-11 คือ 7am to 11pm จัดทุกอย่างให้พร้อมสำหรับคนอยากเรียน ไม่ว่าจะยากดีมีจน ก็ได้รับความรู้จากแหล่งที่มีคุณภาพไม่ต่างกัน ไม่มีหวงวิชา ทุกคนได้เรียนแข่งกันบนสนามเดียวกัน
เสรีภาพทางการศึกษาจะส่งผลให้กลไกเสรีภาพทางเศรษฐกิจทำงานได้ คนเราจะขออะไรมากไปกว่าความกินดีอยู่ดี และความกินดีอยู่ดีขึ้นกับเสรีภาพทางเศรษฐกิจและไม่เกี่ยวอะไรเลยกับเสรีภาพทางการเมือง [อ่านเพิ่ม]
ผมแนะนำให้คนที่เสนอแก้ไขกฎหมาย ถ้าท่านต้องการพัฒนาประเทศจริงๆ ควรจะนำความรู้เกี่ยวกับกฎหมายของท่านมาสอนผ่าน youtube.com เหมือนกับหน้าที่ของฮีโร่คือต้องช่วยคน (great power comes with great responsibility) หน้าที่ของคนที่มีความรู้คือต้องถ่ายทอดความรู้ต่อ เพราะความรู้ของเราส่วนใหญ่ก็เป็นสิ่งที่คนอื่นให้มาหรือคิดมาให้ ตอนเรียนมหาวิทยาลัย รัฐบาลก็ออกเงินช่วย ยิ่งรู้มากก็ยิ่งควรถ่ายทอดออกไปให้มาก ถึงจะเรียกว่าได้ใช้หนี้ ได้ตอบแทนบุญคุณ
