พูดแบบน่าฟังคือนโยบายแจกแท็บเล็ทเป็นนโยบายที่ล้ำยุคมากๆ ในอนาคตไม่ใช่เรื่องแปลกที่เด็ก ป.1 ทุกคนจะมีแท็บเล็ทหรืออุปกรณ์ post tablet ใช้งานกัน (เหมือนอย่างตอนนี้เราใช้สมุดแทนกระดานชนวน?) แต่ในตอนนี้เราน่าจะเอาเงินไปทำอย่างอื่นจะดีกว่าไหม?
กาแฟดำ (สุทธิชัย หยุ่น) เขียนไว้ในบทความชื่อ `แทบเล็ตไม่เกี่ยวกับ ‘ปฏิรูปการศึกษา’` ว่าน่าจะเอางบประมาณไปพัฒนาครู
เราจะสับสนระหว่าง “เนื้อหา” กับ “รูปแบบ” หรือไม่?
ในฐานะคนเขียนหนังสือ ผมอยากให้เอาเงินไปสร้าง content (เนื้อหา) ดีๆ หรือสนับสนุนให้คนมีกำลังใจสร้าง content ดีๆ ลบคำว่า “นักเขียนไส้แห้ง” ให้หมดไปจากผืนแผ่นดินไทย
กาแฟดำเขียนบทความ `บิล เกตส์ ทุ่มเงินแก้ปัญหาการศึกษา ด้วยการยกระดับครู ไม่ใช่แจกคอมพ์` ว่า
แม้แต่จะแจกคอมพ์ [บิล เกทส์]ก็ยังไม่เคยคิดว่าจะเป็นวิธีการปฏิรูปการศึกษาเลย”
ศ.ดร.ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นว่าควรพัฒนาครูดีกว่าแจกแท็บเล็ท เขาให้สัมภาษณ์ไว้ดังนี้
วัยเด็กขณะนี้ต้องการการฝึก อ่าน วิเคราะห์ มากกว่า น่าจะนึกถึงการพัฒนาครูให้มีสัดส่วนเพียงพอต่อเด็กนักเรียน ถ้ารัฐลงทุนในด้านคุณภาพของครูและปริมาณของครูที่จะเพียงพอต่อเด็กจะดีกว่า มีคุณภาพกว่าการลงทุนกับแท็บเล็ตซึ่งเป็นอุปกรณ์การเรียนของเด็ก … ผมพยายามอธิบายหลายครั้งแล้วว่าแท็บเล็ตของเด็กจะไม่เหมือนกับของผู้ใหญ่ ของเด็กจะใช้ฝึกประสาทสัมผัสเพื่อให้เด็กเตรียมพร้อมการเจริญวัยของเด็กตั้งแต่ 3-8 ขวบ ที่มีพัฒนาการสมองสูงสุด เราพยายามให้เด็กคิดและจินตนาการ … แท็บเล็ตไม่ได้เน้นเรื่องประสาทสัมผัสหรอก แต่แท็บเล็ตมันเน้นเรื่องการค้นคว้าหาข้อมูล ซึ่งเด็กในวัยมัธยมลงไปไม่เหมาะกับการใช้เครื่องมือนี้
กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร (ผู้บริหารบริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด) เห็นด้วยว่าควรพัฒนาครู เธอเขียนในบทความ “ลดราคาน้ำมัน-ให้ Tablet PC บั่นทอนการสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืน” ไว้ดังนี้
เงินที่ซื้อ Tablet PC ควรเอามาใช้พัฒนาครู ทำอย่างไรให้คนเก่งอยากเป็นครู ทำอย่างไรให้ครูดีมีอยู่ทุกที่ทั่วประเทศ ทำอย่างไรให้ครูมีรายได้เพียงพอ มีเวลาในการพัฒนาการสอน ไม่ต้องไปสอนพิเศษ … ถึงแม้การสร้างครูที่ดีใช้เวลานาน และมีปัญหาหลายมิติมาก แต่ถ้าทำได้ก็จะเป็นการสร้างอนาคตของชาติที่มีคุณภาพได้ตลอดไป คอมพิวเตอร์สอนได้อย่างมากที่สุดคือความรู้ แต่ครูสอนได้มากกว่าความรู้คือ สอนให้คิด สอนชีวิต สอนวินัย สอนใจ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีคุณค่ามากกว่า
ผมขอเสริมโดยการ Replace All ย่อหน้าที่แล้ว โดยแทนที่ ครู ด้วยคำว่า นักเขียน แล้วลบข้อความตั้งแต่ … ออกไป
และขอเสริมว่าการสอนที่ดีที่สุดคือการทำให้ดูเป็นแบบอย่าง พ่อแม่ที่ไม่อ่านหนังสือจะพูดปาวๆให้เด็กอ่านหนังสือ เด็กคงจะอินกับคำพูดได้ยาก
เสาวนีย์ นิ่มปานพยุงวงศ์ เขียนบทความ “เสียงสะท้อน’ครู-ผู้ปกครอง’เด็กป.1ไม่พร้อมใช้’แท็บเล็ต’” ว่า
นางสุธาทิพย์ ธัชยพงษ์ รองประธานมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก บอกว่าการจะพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก ควรส่งเสริมให้เด็กอ่านหนังสือตั้งแต่เล็กๆ จะดีกว่า เพราะเป็นการส่งเสริมพัฒนาการสมอง และความรู้รอบด้านของเด็ก ทำให้เด็กจะรู้จักแยกแยะว่าอะไรดี อะไรไม่ดี
รศ.นพ.ศิริไชย หงษ์สงวนศรี จิตแพทย์เด็ก คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี บอกว่าปัญหาเด็กติดเกมและหลงสื่อออนไลน์มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆจึงไม่เห็นด้วยที่จะเริ่มปลูกฝังให้เด็กใช้สิ่งเหล่านี้ตั้งแต่วันที่ยังไม่รู้จักแยกแยะ ยังสนใจความสนุกสนาน ดังนั้นแท็บเล็ตอาจถูกนำมาใช้เพื่อการเล่นเกมส์ ปัญหาของเด็กติดเกมส์ก็จะเกิดขึ้นตามมา
คนที่เห็นด้วยกับนโยบายนี้ (ต่อไปขอเรียกว่า pro) บอกว่าเด็กนำแท็บเล็ทไปเล่นเกมก็ไม่เห็นเป็นไร เพราะเขาก็เล่นเกมแต่ก็เติบโตเป็นผู้เป็นคนได้ แถมเล่นเกมบ่อยๆอาจจะช่วยในการเป็นนักพัฒนาหรือออกแบบเกมในอนาคต ผมก็เห็นด้วยว่าการเล่นเกมไม่เป็นไร ผมมีเพื่อนคนหนึ่งที่เล่นเกมจนสอบไม่ติด แต่ตอนหลังก็ฟิต ทำให้ได้เรียนต่อในมหาวิทยาลัยดีๆได้ เสียเวลาไปแค่หนึ่งปี ถึงแม้นี่จะเป็นยกตัวอย่างของคนแค่คนเดียว แต่ผมเชื่อว่าผู้อ่านน่าจะมีคนรู้จักที่ได้รับผลเสียจากการเล่นเกม ผมเห็นว่าการเล่นเกมไม่เป็นไรถ้าเล่นอย่างมีวินัยและรู้จักแบ่งเวลา ซึ่งค่อนข้างยากและเป็นเรื่องชวนปวด head สำหรับผู้ปกครอง และถึงแม้จะมีเกมเพื่อการศึกษา แต่ก็มีปริมาณน้อยและมีคุณภาพ (ในแง่ของกราฟิก ปัจจัยความเสพติด ฯลฯ) สู้เกมเพื่อความบันเทิงไม่ได้ (แต่เล่นการเกมเพื่อความบันเทิงก็ไม่เห็นเป็นไร? ประชาชนก็ควรได้รับความบันเทิงบ้าง อะไรบ้าง?) ส่วนเรื่องการเป็นนักพัฒนาเกมในอนาคตก็เป็นไปได้ อะไรๆก็เป็นไปได้ทั้งนั้น แต่ความน่าจะเป็นล่ะ?
pro ใช้ประโยคคลาสสิค โจมตีผู้ไม่เห็นด้วยว่า “ไม่รับฟังความเห็นที่แตกต่าง” แต่ผมอ่านเจอในเว็บ มีคนแย้งประโยคคลาสสิคได้ เขาบอกว่า “ต้องดูด้วยความความเห็นที่แตกต่างนั้น มาจากคนที่น่าเชื่อถือหรือไม่” อธิบายง่ายๆคือ ให้ pro บอกที่บ้านว่าจะเอาเงินไปซื้อหุ้นสักล้านนึง แฟนบอกให้ซื้อตัวนี้ ลูกบอกให้ซื้ออีกตัว และเฉาก๊วยก็บอกอีกอย่าง อันที่จริงทั้งสามคนก็ไม่รู้คำตอบทั้งนั้น แต่ความน่าจะเป็นที่ใครจะตอบถูกมีมากกว่ากัน? pro ควรจะเชื่อใคร? และผมขอเสริมว่านอกจากนั้นเราดูด้วยว่าความเห็นที่แตกต่างมีเหตุผลดีๆรองรับด้วยหรือไม่
คนที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายนี้บางคนก็บอกว่าเด็กรักษาสมบัติไม่ได้ ทำหาย ทำหล่น (ถ้าหายแล้วไม่ต้องรับผิดชอบ ผมว่าอาจจะมีคนเอาไปขายแล้วบอกว่าหาย แต่ถ้าหายแล้วต้องรับผิดชอบ งานนี้ผมว่าผู้ปกครองหลายคนคงขอไม่รับ) pro แย้งว่า ผู้ใหญ่บางคนก็ทำแท็บเล็ทหาย อันนี้ก็โต้แย้งไม่ยาก ด้วยหลักความน่าจะเป็นกับความเป็นไปได้ นั่นคือเป็นไปได้ที่ผู้ใหญ่จะทำของหาย แต่ความน่าจะเป็นที่ผู้ใหญ่ทำของหายนั้นน้อยกว่าเด็กเยอะ ให้ pro ไปร้านทอง และซื้อทองหนึ่งบาท แล้วถามตัวเองว่าจะฝากทองกับใครระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่
pro บางคนบอกว่าแท็บเล็ทสามารถสร้างเนื้อหาได้ง่าย ผมก็สงสัยว่าเด็กจะสร้างเนื้อหาอะไร และใครจะอ่านเนื้อหานั้น (pro อ่านไหม?) เป็นไปได้ว่าในจำนวนหลายล้านเนื้อหาที่เด็กสร้าง ต้องมีเนื้อหาดีๆอยู่บ้าง (เป็นไปได้ แต่ความน่าจะเป็นอาจจะน้อย) แต่ถ้าเอางบประมาณ 1,500 ล้าน ไปจ้าง super ศ. หรือ incredible อ. ให้เขียนหนังสือ 15,000 เล่ม ดีกว่าไหม เก็บไว้เป็นสมบัติของชาติ ยั่งยืนกว่าแท็บเล็ทที่ใช้แค่ 2 ปีก็ตกรุ่น
pro บางคนก็เปรียบเทียบกับการเรียนภาษาหรือการเรียนดนตรี ว่ายิ่งเริ่มตอนเด็กเท่าไรยิ่งดี ผมคิดว่าเปรียบเทียบกันไม่ได้เลย เพราะทักษะการเป็น user ใช้เวลาในการเรียนรู้แป๊บเดียว และไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นเรียนในวัยเด็กน้อย เรียนตอนเป็นเด็กโตผมคิดว่าผลก็ไม่ต่างกันมาก
pro บางคนบอกว่าไม่แน่ว่าอาจจะเป็นโอกาสที่ทำให้การศึกษาไทยเติบโตแบบก้าวกระโดด เพราะนักเรียนสามารถดาวน์โหลดหนังสือราคาถูกมาอ่านได้ อันนี้ก็น่าสนใจ เพราะว่ามีผู้ใช้แท็บเล็ทมากขึ้นแปลว่าตลาดหนังสือมีขนาดใหญ่ขึ้น (ไม่ได้ใหญ่ขึ้นเท่ากับจำนวน tablet user แน่ๆ) ถึงแม้จะขายในราคาถูกๆ แต่รายได้น่าจะมากขึ้น เพราะต้นทุนน้อยลง คือไม่ต้องเสียค่าพิมพ์ แต่ผมก็อยากจะรู้ความน่าจะเป็นไปที่จะกดปุ่มโหลดแอพเกมฟรี กับปุ่มสั่งซื้อหนังสือราคาถูก ว่าปุ่มไหนจะถูกกดมากกว่ากัน และระหว่างที่กำลังอ่านอีบุ๊ค`ถูกๆ`อยู่นั้น เพื่อนก็ส่งข้อความคุยกับเราด้วยแอพในแท็บเล็ท เราจะอ่านอีบุ๊ค`ถูกๆ`รู้เรื่องไหม อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ pro ท่านนั้นเห็นว่าการศึกษาจะเติบโตแบบก้าวกระโดดเพราะหนังสือราคาถูกแล้วนักเรียนก็เลยโหลดมาอ่าน ผมไม่อ่านหนังสือเพราะว่ามันราคาถูก ผมอ่านหนังสือเพราะผมต้องการความรู้ และความรู้เกิดจากการอ่านหนังสือดีๆ ไม่ใช่เกิดจากการที่มีอีบุ๊คจำนวนหลายสิบหลายร้อยเล่มเก็บอยู่ในเครื่อง
การปฏิรูปการศึกษาต้องทำให้มีหนังสือดีมีราคาที่เหมาะสมกับคุณค่าของมัน นั่นคือคนเขียนต้องได้ส่วนแบ่งรายได้ที่ทำให้มีกำลังใจ ทำให้คนเก่งๆอยากเข้ามาในวงการเขียนหนังสือ

หากจะนำข้อความไปใช้ ต้องแสดงที่มา และห้ามใช้ในเชิงพาณิชย์
แจกแท็บเล็ทเด็กป.1
แจกแท็บเล็ตเด็กป.1
แจกแทบเล็ทเด็กป.1
แจกแทบเล็ตเด็กป.1
แจกแทบเลทเด็กป.1
แจกแทบเลตเด็กป.1