ระบบประกันคุณภาพ : ลัทธิความเชื่อในวงการศึกษา

quote จาก “ระบบประกันคุณภาพ : ลัทธิความเชื่อในวงการศึกษา

แต่คำถามคือ หากสถาบันการศึกษาที่ได้รับการรับรองจากระบบประกันคุณภาพดังกล่าวแล้ว จะทำให้นักเรียนเก่งๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้ามาเรียนเพิ่มขึ้นหรือไม่ จะทำให้บัณฑิตที่จบออกไปมีคุณภาพและคุณธรรมสูงขึ้นจริงหรือไม่ จะทำให้งานวิจัยของอาจารย์มีคุณภาพสูงขึ้นสามารถตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติมากขึ้นหรือไม่ และจะทำให้งานวิจัยสามารถนำมาใช้ประโยชน์และแก้ปัญหาสังคมได้อย่างมีประสิทธิผลจริงหรือไม่

จนป่านนี้ยังไม่มีใครให้คำตอบที่พร้อมด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจน และมีงานวิจัยที่หนักแน่นสนับสนุนแต่อย่างใด ตรงกันข้ามคำตอบมักได้ยินมักเป็นไปในลักษณะการใช้โวหารโฆษณาชวนเชื่อเป็นหลัก หรือไม่ก็ใช้ตรรกะอย่างวิปริตว่า ที่อื่นๆ ในต่างประเทศเขาทำกัน เราเลยทำบ้าง

ในทางกลับกัน มีงานวิจัยของบางประเทศที่เคยใช้ระบบประกันคุณภาพการศึกษามาก่อน ระบุว่าระบบประกันคุณภาพทั้งหลายไร้ประสิทธิภาพและขาดสมรรถนะในการทำให้การศึกษาดีขึ้น ทั้งยังสร้างความสิ้นเปลืองทรัพยากรอย่างมหาศาล ปราศจากความคุ้มค่าอย่างสิ้นเชิง

และสำหรับในประเทศไทยหลักฐานก็เห็นประจักษ์ชัดอยู่ทนโท่ว่า นับแต่ระบบการศึกษาไทยใช้ระบบประกันคุณภาพมากว่าสิบปี กลับมิได้ส่งผลให้คุณภาพการศึกษาไทยดีขึ้นทั้งในระดับประถม มัธยม และอุดมศึกษา ดังเห็นได้จากที่นักเรียนไทยได้คะแนนทดสอบระดับชาติและนานาชาติต่ำอย่างต่อเนื่อง และบัณฑิตไทยที่จบออกไปก็ถูกบ่นเรื่องทำงานไม่เป็นจากผู้จ้างงานเสมอ จนบริษัทเอกชนไทยบางแห่งต้องจัดตั้งสถาบันการศึกษาขึ้นมาเพื่อผลิตคนด้วยตนเอง

คีย์บอร์ดไร้สายกับกล่องแอนดรอยด์

การพิมพ์ภาษาไทยด้วยคีย์บอร์ดไร้สาย เช่น Logitech, Microsoft กับกล่อง Android (รุ่นที่ผมใช้คือ M8S+ เป็น Lollipop) ให้ติดตั้ง app ชื่อ Hardware Thai Keyboard โดย gadgetdoor (เวลาค้นใน Play store ให้พิมพ์ว่า gadgetdoor thai keyboard)

Screenshot 2016-02-21 08.41.05

ชอบมากที่สุดคือแอพนี้ไม่ขอสิทธิเข้าใช้สิ่งต่างๆในเครื่องเราเลยครับ

Screenshot 2016-02-21 08.39.15

สำหรับการดาวน์โหลดแอพมาใช้ ผมอยากให้ผู้ใช้ทุกท่านระวังด้วยครับ บางตัวขอใช้โน่นนี่นั่นเกินความจำเป็น ผมใช้แบบไม่สบายใจครับ แต่ตัวนี้ไม่ขออะไรเลย great krub!!!

วิธีติดตั้ง http://bit.ly/1LzDeo9

tags: Thai keyboard, wireless keyboard, Android box

การเรียนภาษาต่างประเทศและภาษาโปรแกรม

อ รวิทัต ภู่หลำ ให้ข้อคิดเกี่ยวกับการเรียนภาษาต่างประเทศและภาษาโปรแกรม

การเรียนภาษาต่างประเทศ

เล่าเรื่องส่วนตัวให้ฟังเล็กน้อย สมัยที่ผมไปเรียนที่ญี่ปุ่นใหม่ๆ ผมเรียนภาษาญี่ปุ่นด้วยการเดินเข้าร้านการ์ตูน แล้วซื้อการ์ตูน Slam Dunk ยกชุดมาอ่าน เพราะมันเป็นเนื้อหาที่ผมรู้เรื่องอยู่แล้ว (ชอบมาก) ผมต้องการเรียนภาษา ไม่ใช่เนื้อหา ผมจะรู้อยู่แล้วว่าเนื้อเรื่องเดินยังไง ช่องไหนใครพูดอะไร พอเริ่มคุ้นกับภาษาญี่ปุ่นมากขึ้น ก็ไปซื้อหนังสือเรียนคณิตศาสตร์ ม.ปลายของญี่ปุ่นมาอ่าน เพราะว่าเรารู้เรื่องอยู่แล้วว่าอะไรมันเป็นยังไง …. ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยที่ “แทบไม่ต้องเปิด Dictionary แต่อย่างใด” และมันทำให้เราค่อยๆ เข้าใจและซึมซับภาษาได้เอง โดยที่ “ไม่ต้องแปล” คือ เข้าใจมันเป็นภาษาญี่ปุ่น และรูปแบบในการใช้งานภาษาญี่ปุ่น ไปเลย จนกระทั่งอ่านหนังสือภาษาญี่ปุ่นออก เรียนในมหาวิทยาลัยได้

การเรียนภาษาโปรแกรม

นักศึกษาที่เรียนเขียนโปรแกรม แล้วทำไม่ได้สักที ก็ลองแยกปัจจัยดูนะ จะพบว่าจริงๆ แล้วมันมีปัจจัยพื้นฐานอยู่แค่ 2 อย่างเท่านั้น ในการเขียนโปรแกรมเบื้องต้น นั่นก็คือ เราคิดเป็น และ เราโค้ดได้ … ทีนี้หลายคนจะเอาแค่โค้ด จะลอกแค่โค้ด แต่ไม่เคยหัดคิดเลย ก็ลองดูละกันว่ามันขาดอะไรไป จะหัดด้านไหนก่อนก็ได้ทั้งนั้น ถ้าจะหัดโค้ดโดยไม่คิด ก็ไม่ผิด แต่ก็ต้องกลับมาหัดคิด ถ้าจะหัดคิด โดยไม่โค้ด ก็ไม่ผิด แต่ต้องกลับมาหัดโค้ด เป็นต้น

Thousand Makes

quote จาก สารเปิดผนึกถึงนักเรียนโปรเจคและนักศึกษาบัณฑิตศึกษาที่อยู่ภายใต้ความดูแลของผม

Vara Jin Varavithya

…ผมบอกให้ฝึกกำลังโดยการวิ่งวันละ 10 กิโล คุณกลับมาบอกว่าคุณเจอมอเตอร์ไซร์รับจ้างแลัวคุณคิดว่าดีกว่านะที่จะขึ้นมอเตอร์ไซร์

การเรียนกับผมนั้น เราเรียนเรื่องระบบคอมพิวเตอร์ เราต้องมีทักษะในการติดตั้งระบบที่มีความซับซ้อน หลายๆ ครั้งที่มอบหมายให้ไปทำ อีกอาทิตย์ต่อมา บอกว่าทำไม่ได้ พอผมถามว่าลองลงไปกี่ครั้งแลัว คุณตอบผมว่า ลงไปสองสามหนและมันติด ทำต่อไม่ได้ อย่างนี้ผมฟังแลัวเพลียใจ คือ ถ้ายังลงไม่ถึงสัก 60-70 ครั้ง (อย่าลงแบบโง่ๆ นะ) ยังทำไม่ได้แล้วค่อยมาคุย การลงโปรแกรม มันต้องทำจนจำหน้าได้ทุกหน้า และต้องอ่านคู่มือทุกคำ ขอย้ำทุกคำ ถ้าไม่เข้าใจประโยคใดอย่าข้าม มันจะทำให้คุณเสียเวลาอีกหลายวันก็เป็นได้ ของพวกนี้มันต้องอ่าน อ่านแลัวติดก็ถามผู้รู้ คือถ้ามันลงง่ายๆ ลื่นๆ กด โอเค โอเค ก็เสร็จ มันไม่เป็นโปรเจคหรอกครับ ยิ่งมีเอกสารคำอธิบายน้อยเท่าไร แปลว่างานเราใหม่มากขึ้นเท่านั้น ไปถามรุ่นพี่คุณที่เก่งๆ ลงลีนุกส์กันเป็นพันครั้งแล้ว มันเป็นเรื่องของทักษะครับ ต่างจากความรู้

สร้างและนำเข้าโค้ดใน library ด้วย gcc

ไฟล์ add.c นำมาสร้างเป็นไลบรารี

int add(int n) {
	return n + 1;
}

สร้างไลบรารีชื่อ libadd.a

gcc -c add.c
ar -r libadd.a add.o

ไฟล์ test.c จะเรียกใช้ libadd.a

int add(int);

main() {
    printf("%d\n", add(2));
}

คอมไพล์และลิงค์กับไลบรารี

gcc test.c -L. -ladd