DC-1

สรุปจาก บทสรุปที่ไม่มีบทสรุป กรณี “ซีเอ็ด-นายอินทร์” โดย ปีกนกสีขาว และ ‘ซีเอ็ด – นายอินทร์’ ฉากสุดท้ายที่จบ…แต่ยังไม่จบ โดย ปริญญา ชาวสมุน

เรื่องมีอยู่ว่า ซีเอ็ดกับนายอินทร์จะขอเก็บเงินเพิ่มอีก 1% จากสำนักพิมพ์ต่างๆที่ฝากขายหนังสือ

“ซีเอ็ดกับนายอินทร์” สองยักษ์ใหญ่ในวงการหนังสือบ้านเรา ได้ส่งจดหมายน้อยไปยังหลายสำนักพิมพ์และสายส่งเพื่อแจ้งว่า จะขอขึ้นค่าธรรมเนียมศูนย์กระจายสินค้า Distribution Center Fee (DC) อีก 1% ของราคาปก

แอดมินขออธิบายนิดนึง ระบบการฝากขายหนังสือโดยทั่วไปคือ ผู้จัดจำหน่าย (เช่น ดวงกมล ซีเอ็ด) จะได้ 40% ของยอดขาย เช่น หนังสือราคา 100 บาท เมื่อขายได้ 1 เล่ม ผู้จัดจำหน่ายก็จะได้ 40 บาท สำนักพิมพ์ได้ 60 บาท ซึ่งสำนักพิมพ์ก็ต้องนำรายได้ตรงนี้ไปแบ่งให้นักเขียน และนำส่วนหนึ่งไปสมทบค่าพิมพ์หลักแสนที่ได้จ่ายไปแล้ว

ถ้ามีการเก็บ DC 1% ยังไม่ทันที่หนังสือจะขายได้ แค่นำมาฝาก ก็ต้องเสียเงิน 1% เช่นฝากหนังสือ 4,000 เล่ม สมมุติว่าเล่มละ 100 บาท ก็ต้องเสียเงินเลย 1% นั่นคือ 4000 บาท ยิ่งทำให้สำนักพิมพ์รายได้น้อยลงอีก

เหตุผลที่ขึ้นราคาคือ

นโยบายขึ้นค่าแรงของรัฐบาลที่ส่งผลให้ต้นทุน ภาคธุรกิจเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก

ต้องปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้พนักงานทุกส่วนจาก 215 บาทต่อวัน เป็น 300 บาท หรือเพิ่มขึ้น 39.5% ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555 ทำให้บริษัทต้องรับค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มขึ้นมากกว่า 2%

ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากข้อความในจดหมายน้อย ก็เลยประชุมกันเพื่อขอจัดประชุม

สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จัดจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ได้ออกจดหมายแจ้งผลการประชุมของสมาคมฯ โดยใช้คำว่า ‘มีมติ’ รวม 3 ประการอันได้แก่

1. ให้ยกเลิกจดหมายเวียนของซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์และร้านนายอินทร์ ฉบับวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

2. เชิญเพื่อนสมาชิกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ร่วมรับฟังการเสวนาในเวทีกลาง เรื่อง ‘โครงสร้างอุตสาหกรรมหนังสือ จากวันนี้สู่อนาคต’ ในวันอังคารที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 เวลา 14.00 น. ณ ห้อง Meeting Room 3 และ 4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

3. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการร่วมเพื่อพิจารณาเหตุผลและความจำเป็นในการเก็บค่า DC

เวลาผ่านไป…

วันอังคารที่ 31 กรกฎาคม ก็มาถึง ห้อง Meeting Room 1-2 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีการเสวนาเรื่อง “โครงสร้างอุตสาหกรรมหนังสือ จากวันนี้สู่อนาคต”

บนเวทีมี 5 คน คือ วรพันธ์ โลกิตสถาพร นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT), ทนง โชติสรยุทธ์ กรรมการผู้จัดการบริษัทซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน), ถนัด ไทยปิ่นณรงค์ กรรมการผู้จัดการบริษัทอมรินทร์ บุ๊ค เซ็นเตอร์ จำกัด, จิตรา อุเทนโพคา ประธานชมรมส่งเสริมการจัดจำหน่ายหนังสือ และปัญจรัตน์ สุหฤทดำรง กรรมการผู้จัดการบริษัท อี.ไอ.สแควร์ พับลิชชิ่ง จำกัด

ข้างล่างเวทีมีมากกว่า 240 คน ซึ่งมากกว่าตอนประชุมสามัญประจำปีของทางสมาคมฯเสียอีก

ซีเอ็ดอธิบายความจำเป็นในการขึ้นราคา

ทนง โชติสรยุทธ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า….

หลังปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท 7 จังหวัด ค่าใช้จ่ายเพิ่มทันที เดือนละประมาณ 5.1 ล้านบาท ซีเอ็ดขอให้ช่วยค่าใช้จ่าย 1% จากมูลค่าปก ที่ใช้บริการ Logistic (ประมาณ 3 ล้านบาทต่อเดือน) เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายจริงที่เพิ่มขึ้น … แต่หากสำนักพิมพ์ไม่พร้อมจ่ายก็จะต้องมีการเลือกคุณภาพหนังสือให้มากขึ้น ไม่มีการรับหมดทุกเล่มอย่างแน่นอน

หนังสือเล่มหนึ่งของแอดมินเคยถูกปฏิเสธจากการจัดจำหน่ายของซีเอ็ด แต่แอดมินก็ยังโอเคกับซีเอ็ด ตอนนี้แอดมินก็ยังใช้บริการของเขาอยู่

ซีเอ็ดเสนอ 2 ทาง คือให้ผู้ผลิตจ่ายค่า DC หรือไม่เขาก็จะคัดเลือกหนังสืออย่างเข้มงวด แต่ไม่ว่าจะทางไหน สุดท้ายซีเอ็ดก็ต้องเลือกอย่างเข้มงวดอยู่ดี เพราะพื้นที่เขาจำกัด รับหมดเป็นไปไม่ได้ มีคนบอกว่าแค่วางหนังสือของเขาเองก็ล้นร้านแล้ว เช่นเดียวกับนายอินทร์ที่มีหนังสือมากมาย

ถนัด ไทยปิ่นณรงค์ กรรมการผู้จัดการบริษัทอมรินทร์ บุ๊ค เซ็นเตอร์ จำกัด กล่าวว่า ร้านหนังสือเครืออมรินทร์หลายร้านมีรายได้ติดลบ แต่ก็ต้องขยายสาขาเพื่อรักษามาร์เก็ตแชร์ เพราะทุกวันนี้ลูกค้าเปลี่ยนพฤติกรรมการอ่านหนังสือเป็นออนไลน์มากขึ้น ทำให้ยอดขายไม่โต ทางบริษัทพยายามหาทุกวิถีทางเพื่อลดต้นทุนตั้งแต่เดือนเมษายน ทั้งปรับบุคลากรและปรับวิธีการทำงาน รวมทั้งปัญหาจากค่าเช่าพื้นที่ซึ่งราคาเพิ่มมากขึ้นทุกปี โดย 1% ที่เก็บจะมีรายได้เพิ่มประมาณ เพียง 2 ล้านบาทเท่านั้น

แต่คำอธิบายไม่ค่อยได้ผล

หลังได้ฟังคำอธิบายจากทั้งสองค่ายใหญ่ คำถามในห้องประชุมนั้นกลับดังเพิ่มขึ้นแทนที่จะลดลง

เรืองเดช จันทรคีรี บอกว่า ส่วนตัวแล้วชื่นชมทนงมาตลอด แต่ครั้งนี้รู้สึกผิดหวังมาก โดยเฉพาะเมื่อนึกย้อนไปถึงรายงานประจำปีของซีเอ็ดที่กล่าวว่าปีนี้ตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องมีกำไรเพิ่มจาก 5000 ล้านบาท เป็น 6000 ล้านบาท ขยายสาขาเพิ่มอีก 60 สาขา จึงไม่เข้าใจว่าทำไมถึงทำอย่างนี้กับคนทำหนังสือด้วยกัน คนที่ทำหนังสืออย่างเดียวมาตลอดชีวิต หากซีเอ็ดและอมรินทร์ลำบากมากนักขอเสนอว่าอย่าเพิ่งขยายสาขาเลย

แอดมินไม่เห็นด้วยกับการแก้ปัญหาโดยการเลิกขยายสาขา ยิ่งขยายเยอะๆยิ่งดี เพราะคนในประเทศจะมีโอกาสได้เลือกได้อ่านหนังสือดีๆเยอะขึ้น ประเทศจะได้พัฒนา แอดมินขอใช้พื้นที่ทำเลที่คนไม่ค่อยผ่านตรงนี้เพื่อขอบคุณซีเอ็ดที่เปิดร้านในทำเลที่คนผ่านเยอะๆ ทำให้หนังสือได้เข้าถึงมือคนจำนวนมาก

มีคนเสนอให้ซีเอ็ดเลิกกิจการ

เวียง-วชิระ บัวสนธิ์ หลังจากการนั่งฟังตั้งแต่ต้น ก็ตั้งคำถามแบบจัดหนักให้ทั้งสองค่ายใหญ่ว่ามีความจำเป็นประการใดถึงต้องทำเรื่องนี้

“คุณทนงพูดจาแปลกๆ…สำหรับผม เจ๊ง แต่ขยายสาขาเรื่อยๆ ผมฟังแล้วผมก็งงๆ มันมีด้วยเหรอครับในแง่ของการประกอบการธุรกิจ พล็อตอย่างนี้ถ้าใครอ่านวรรณกรรมจะรู้ว่ามันไม่สมจริง จึงเรียนตามตรงๆ ว่าถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เลิกไปเถอะครับ จะได้ไม่ต้องลำบากทางธุรกิจ”

ลองคิดภาพว่าถ้าซีเอ็ดเกิดทำตามข้อเสนอนี้จะเป็นอย่างไร แล้วแอดมินจะเลือกดูและซื้อหนังสือที่ไหน? แล้วทำไมซีเอ็ดต้องทำตาม?

การเสวนาจบลงโดยไม่ได้ข้อสรุป ได้แต่เพิ่มเสียงต่อต้าน

หลังจากการจัดงานเสวนาในวันนั้นแล้ว ใช่ว่าแรงกระเพื่อมจะลดลง ตรงกันข้ามกลับขยายขอบเขตออกไป โดยมีภาคประชาสังคมส่วนอื่นๆ กระโดดเข้ามาร่วมวงด้วย เช่น

“แถลงการณ์คัดค้านกรณีร้านหนังสือซีเอ็ดและนายอินทร์ เรียกเก็บค่าธรรมเนียมศูนย์กระจายสินค้า 1%” จาก “เครือค่ายนิสิตนักศึกษาและประชาชนผู้รักการอ่าน” ที่เริ่มมีผู้ทยอยลงชื่อกันมากขึ้นในสถานะของ “นักอ่าน” ที่คิดว่าถูกเอารัดเอาเปรียบ

“แถลงการณ์คัดค้าน กรณีซีเอ็ดและนายอินทร์ เรียกเก็บ 1%” จากฝ่ายของสำนักพิมพ์ โดยมีตัวตั้งตัวตีเป็นสำนักพิมพ์เล็กๆ ที่พิมพ์งานคุณภาพ อย่าง ไอดา อรุณวงศ์ บรรณาธิการสำนักพิมพ์อ่าน, นิวัติ พุทธประสาท บรรณาธิการสำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม,ปราบดา หยุ่น บรรณาธิการสำนักหนังสือไต้ฝุ่น, ธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ปิยะวิทย์ เทพอำนวยสกุล บรรณาธิการสำนักพิมพ์สมมติ ซึ่งก็มีหลายรายชื่อที่ลงชื่อเห็นด้วยในสถานะของ “สำนักพิมพ์”

นอกจากเสียงเหล่านี้แล้ว เรื่องก็ไปไกลอีกขั้น

นอกจากนี้แล้ว…ล่าสุดเรื่องก็ไปไกลถึงขั้นที่ “คณะอนุกรรมาธิการการเมืองและสื่อสารมวลชน รัฐสภา” ขอเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเข้าชี้แจงเรื่องนี้ในวันที่ 14 สิงหาคม เวลา 14.00 น. ที่รัฐสภาอีกด้วย

แต่ว่าทั้งซีเอ็ดและนายอินทร์ไม่เข้าร่วมประชุม

เมื่อองค์ประชุมไม่ครบและหาข้อสรุปไม่ได้จึงเป็นที่มาของการประชุมนัดที่สอง เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2555 คราวนี้ซีเอ็ดได้ส่งทั้ง ศรีนวล ก้อนศิลา ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านการตลาดและสินค้า และ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคลและพัฒนาองค์กร เข้าชี้แจง

การนัดหมายครั้งที่สอง ไม่มีคนจากนายอินทร์

ซีเอ็ดคล้ายยืนเพียงลำพัง – หลังชนฝา

เพราะการประชุมคณะอนุกรรมาธิการพัฒนาการเมืองและการสื่อสารมวลชนทั้งสองนัด นายอินทร์ไม่เข้าร่วมและไม่ส่งตัวแทนประชุมแต่อย่างใด มีเพียงจดหมายจาก ทองนาค เพ็งชนะ ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้ออาวุโส แจ้งเหตุที่ไม่ร่วมประชุม และยกเลิกการเรียกเก็บค่า DC ชั่วคราว

ซีเอ็ดผู้โดดเดี่ยวชี้แจงว่า

รัฐบาลมีนโยบายให้ปรับค่าแรงขั้นต่ำจากวันละ 215 บาทเป็น 300 บาท คิดเป็น 39.5 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว ซึ่งพนักงานระดับปฏิบัติการที่อยู่ในข่ายได้รับค่าแรงจำนวนนี้เขาระบุว่ามีมากถึง 3,000 คน

คนกล่าวเรียกเงินค่าธรรมเนียมศูนย์กระจายสินค้าของซีเอ็ดว่าเป็น ‘เงินกินเปล่า’ จึงไม่ใช่แน่นอน ซึ่งวิโรจน์ก็แสดงออกชัดเจนว่าไม่พอใจกับคำดังกล่าว เขายืนยันว่าไม่ใช่เงินกินเปล่าเพราะเกิดจากการทำงานทั้งสิ้น

ฝ่ายต่อต้านกล่าวว่าถ้าเก็บค่า DC ภาระก็ตกที่ผู้บริโภค

วชิระ บัวสนธ์ บรรณาธิการสำนักพิมพ์สามัญชน ให้ข้อมูลว่าราคาจะไม่ขึ้นเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ แต่จะขึ้น 3.5- 4 เปอร์เซ็นต์ เพราะอะไรก็ตามที่เป็นต้นทุนทำหนังสือจะถูกคูณด้วย 3.5-4 เสมอ ซึ่งตรงนี้วิโรจน์ได้บอกว่าสบายใจที่รู้ว่าต้นทุนจะคูณ 3.5-4 เท่าเสมอ เพราะเท่ากับยืนยันความเชื่อของเขาว่าผู้กำหนดราคาหนังสือคือสำนักพิมพ์…

ทำให้ภาคประชาชนไม่เห็นด้วยแน่นอน

วรพันธ์ แสดงความคิดเห็นว่าภาคประชาชนไม่เห็นด้วยต่อการกระทำของทั้งสองบริษัทแน่นอน เพราะนี่เป็นการผลักภาระค่าใช้จ่ายให้ผู้อื่นจัดการ จะดีไหมหากเปลี่ยนเป็นบริหารกระเป๋าตัวเอง

แต่ข้อเสนอบางอย่างของฝ่ายค้านก็ใช่ว่าประชาชนจะเห็นด้วย

ซึ่งก็คล้ายคลึงกับ วชิระ ได้เสนอทางออกให้ว่าควรปรับส่วนลดสมาชิกหน้าร้านลงสักนิดสักหน่อยแต่จะเป็นผลดีมหาศาล

“…ผมคิดว่าอาจมีทางออกได้เงินเพิ่มโดยไม่ต้องเก็บค่านู่นค่านี่ คือค่อยๆ ปรับส่วนลดที่ให้ลูกค้าหน้าร้าน จาก 10 เปอร์เซ็นต์เหลือ 9 เปอร์เซ็นต์ 5 เปอร์เซ็นต์เหลือ 4 เปอร์เซ็นต์ได้ไหม”

สุดท้ายฝ่ายค้านใช้มวลชนเป็นเหตุผล

เวียง-วชิระ กล่าวว่า “ตัวเลขของพนักงานประมาณ 3,000 คน เมื่อเทียบกับประชากร 60 กว่าล้านต้องคิดว่าอะไรสำคัญกว่ากัน ความเดือดร้อนจากนโยบาย ผมคิดว่าไม่ต้องใช้เหตุผลหรอกครับ แค่ใช้หัวใจเล็กๆ น้อยๆ ก็สัมผัสได้ว่ามันคืออะไร

อธิบายให้ชัดขึ้นกว่านั้น สิ่งที่ซีเอ็ดยืนกรานเรื่อง 1 เปอร์เซ็นต์ ผมคิดว่าท้ายที่สุดแล้วไม่ได้มีอะไรนอกจากเรื่องผลประโยชน์ขององค์กรเป็นที่ตั้งโดยไม่เกรงอกเกรงใจผู้คนพลเมืองในประเทศนี้แต่ประการใดครับ”

เห็นการใช้มวลชนประชากร 60M แล้ว ทำให้แอดมินคิดว่าแทนที่จะเรียกร้องจากซีเอ็ด สำนักพิมพ์ต่างๆควรจะเรียกร้องกับรัฐบาลจะเหมาะสมกว่าเพราะว่าชอบใช้ประชาชนเป็นข้ออ้างเหมือนกัน แต่ก็คงป่วยการเพราะแอดมินไม่เคยเห็นการสนับสนุนการศึกษาแบบโดนๆเสียที

ซีเอ็ดก็ลำบากไม่น้อยเช่นกันในการทำธุรกิจ ก็ต้องเข้าใจว่าเขาทำธุรกิจเหมือนที่ ชาติ กอบจิตติ เข้าใจและเคยกล่าวว่า ร้านหนังสือไม่ใช่โรงทาน แอดมินขอเสริมว่าร้านหนังสือไม่ใช่ชมรมอนุรักษ์(หนังสือนอกกระแส) ช่วยทำหนังสือที่คนเขานิยมซื้อกันมาวางในร้านจะดีกว่า

[ศรีนวล ก้อนศิลา ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านการตลาดและสินค้า ซีเอ็ด กล่าวว่า] “…ถ้าสำนักพิมพ์ช่วยกัน ผู้จัดจำหน่ายช่วยกันพาหนังสือคุณภาพออกสู่ตลาด ประเมินว่าหนังสือใดที่ผู้บริโภคต้องการ ประสิทธิภาพการขายก็จะเกิดขึ้น”

นั่นเท่ากับว่าซีเอ็ดยังไม่พ้นข้อกล่าวหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์หนังสือนอกกระแสอยู่ดี เพราะจุดมุ่งหมายหลักยังเป็นการรักษาไว้ซึ่งหนังสือที่ขายได้ ขายดี หนีไม่พ้นเงินๆ ทองๆ

สุดท้ายสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯมีมติให้ทั้งซีเอ็ดและนายอินทร์ยุติการเรียกเก็บ DC แล้วให้ไปแก้ไขระบบการเงินของตัวเอง และสมาคมฯมีคำสั่งรื้อทั้งระบบหวังแก้ปัญหาภายใน 3 เดือน

ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2555 สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ และตัวแทนจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้ประชุมหาข้อยุติประเด็นปัญหานี้ มีมติให้ทั้งซีเอ็ดและนายอินทร์ยุติการเรียกเก็บเงินค่าศูนย์กระจายสินค้า แล้วให้กลับไปทบทวนแก้ไขระบบการเงินของตัวเอง นอกจากนี้ยังมีมติที่น่าสนใจอีกประการอันสะท้อนว่ายังมีปัญหาอีกมากที่ต้องจัดการต่อไป เพราะสมาคมฯ มีคำสั่งรื้อทั้งระบบหวังแก้ปัญหาของวงการหนังสือเบ็ดเสร็จภายใน 3 เดือนให้จงได้

3 เดือน ไม่พอที่จะแก้ปัญหาได้? วงการหนังสือบ้านเราไม่ได้จูงใจให้คนอยากเข้ามาตั้งรกรากตั้งแต่ต้นแล้ว นักเขียนนั่งอ่านนั่งเพ่งหน้าจอเป็นเวลานาน เพื่อค่าตอบแทนประมาณ 10% หนังสือราคา 200 เขาได้เล่มละ 20-30 บาท หนังสือต้องขายได้ก่อน นักเขียนจึงจะได้เงิน และได้เงินค่าตอบแทนปีละ 2 งวด สำนักพิมพ์เอาเงินก้อนไปลงทุน เงินจม กว่าจะเก็บเบี้ยจนคืนทุนก็เป็นเวลานาน สายส่งก็ลำบาก ค่าน้ำมันและค่าจ้างแรงงานก็ขึ้นอยู่เรื่อยๆ ร้านหนังสือก็ต้องหาเงินมาจ่ายเงินเดือนพนักงานและค่าเช่าที่ในห้างที่ราคาก็ปรับขึ้นอยู่เรื่อยๆเช่นกัน หนำซ้ำยังมีคนขโมยหนังสือบ้าง อ่านฟรีบ้าง ตั้งราคาหนังสือแพงมากก็โดนถ่ายเอกสาร ถูกมากก็ไม่คุ้มทุนและไม่จูงใจให้คนดีมีฝีมืออยากจะเข้าวงการเขียนหนังสือ หลายคนชอบบ่นว่าหนังสือแพง ทั้งที่ตำราบ้านเราถูกกว่าตำราฝรั่งมาก ฝรั่งเขาให้คุณค่ากับความรู้มากกว่า

แอดมินเห็นว่าเกิด drama นี้ก็ดี เพราะผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเราจะได้เลิกมองมุมเดียวว่าคนไทยไม่อ่านหนังสือ แต่ให้เพิ่มอีกมุมว่าทำไมคนไทยไม่เขียนหนังสือ และจะช่วยให้คนอยากเขียนหนังสือได้อย่างไร

สุดท้ายผู้เขียนก็สรุปอย่างสุดเท่ถึงแม้เรื่องนี้จะไม่ได้ข้อสรุป

คล้ายกรณี 1 เปอร์เซ็นต์จะจบลง แต่เชื่อเถิดว่ามันยังไม่จบบริบูรณ์ มิหนำซ้ำ อาจเป็นแค่ 1 เปอร์เซ็นต์ของเรื่องราวทั้งหมดก็เป็นได้

One thought on “DC-1

Leave a Reply

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s